Categories
Uncategorized

หนังสืบสวน ที่การันตีคุณภาพ ด้วยการเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์

The Girl with the Dragon Tattoo (2011)

หนังสืบสวน The Girl with the Dragon Tattoo (2011) เป็นหนังที่มีพล็อตเรื่องง่ายๆ เบย์ๆ ว่ากันด้วยนักธุรกิจผู้ร่ำรวยแห่งประเทสสวีเดนที่ต้องการหาข้อเท็จจริงว่า หลานสาวของเขาหายไปไหนกว่า 40 ปี โดยเขาได้จ้าง Mikael Blomkvist ผู้สื่อข่าวสายการเงิน และเพื่อนร่วมงานอย่าง Lisbeth Salander ให้สืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ และแน่นอนว่าหนังทำให้คนดูรู้สึกว่า การสืบสวนของตำรวจเป็นอะไรที่ชาญฉลาดและรู้ความจริงได้ในระยะสั้นๆ แต่ข้อเสียของหนังเรื่องนี้ก็คือทำให้คนดูขาดความต่อเนื่อง แต่ยังไงซะ The Girl with the Dragon Tattoo (2011) ก็เป็นหนังที่มีความยูนีคที่ยากที่หนังอื่นจะลอกเลียนแบบอยู่ดี

The Wailing (2016)

หนังสืบสวน เป็นหนังที่รวมความความดาร์กไว้จริงๆ สำหรับ The Wailing (2016) ก็พี่แกเล่นเอาทั้งความสยองขวัญ ความลึกลับ และการสืบสวนสอบสวนไว้ด้วยกัน ว่ากันด้วยคดีฆาตกรรมต่อเนื่องอันแสนน่ากลัวที่เกิดในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งตำรวจไม่สามารถหาต้นตอได้ จุดสำคัญของหนังเรื่องนี้เลยก็คือ ผู้กำกับพยายามทำให้คนดูสับสนและไขว้เขวกับความเชื่อของตัวเอง จนหนังเฉลยความจริงในที่สุด บอกเลยโคตรพีค

J.S.A.: Joint Security Area (2000)

คุณรู้จักหนังสือเรื่อง ชาโรมอน มั้ย? หนังเรื่องนี้เป็นแบบนั้นแหละ มันเป็นการที่คนปกปิดความจริงเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง โดย J.S.A.: Joint Security Area (2000) จะมีเนื้อเรื่องประมาณว่า Lee Soo-hyeok ทหารฝ่ายเกาหลีใต้ และ Oh Kyeong-pil ทหารฝ่ายเกาหลีเหนือ ทั้งคู่สนิทสนมและรักกันเหมือนพี่น้องมาก่อน แต่จู่ๆ วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ฆาตรกรรมนายทหาร 2 คน ซึ่งทั้งคู่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่เมื่อถึงสอบสวนออกมาแล้ว นายทหารสองคนกลับเล่าเรื่องไม่เหมือนกัน แล้วความจริงมันคืออะไรกันแน่ล่ะ? ใครกันที่เป็นฝ่ายโกหก ?

Tinker Tailor Soldier Spy (2011)

ใครที่เครียดๆ อยู่เราแนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงการดู Tinker Tailor Soldier Spy (2011) บอกเลยว่าถ้าคุณดู คุณปวดกระบาลมากกว่าเดิม โดยหนังเรื่องนี้ว่าด้วยยุคสงครามเย็น โดยสายลับอาวุโสอย่าง George Smiley ถูกเรียกตัวกลับมาทำภารกิจสำคัญ เขาจะต้องหาตัวสายลับรัสเซียที่แฝงอยู่ในองค์กร แน่นอนว่าบรรยากาสในการสืบสนนั้นช่างเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหวาดระแวง สายลับทุกคนต่างตีหน้าซื่อและเย็นชาใส่กัน แล้วความจริงใครกันนะที่เป็นหนอนบ่อนไส้ ?

Mulholland Dr. (2001)

ใครที่ชอบหนังแนวเบี้ยนๆ บวกกับความสลับซับซ้อนล่ะก็ ก็ต้องหนังเรื่องนี้เลย Mulholland Dr. (2001) ว่ากันด้วยหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แต่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือ เธอความจำเสื่อม จากนั้นเธอก็ได้แอบเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเธอก็ได้พบกับ Betty Elms หญิงสาวที่พร้อมจะช่วยเธอสืบหาตัวตน บอกเลยว่าใครที่ดูหนังเรื่องนี้จะต้องแยกแยะหน่อย เพราะเขาใช้วิธีการตัดต่อแบบ nonlinear มันจะทำให้เรื่องดูยุ่งเหยิง และซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

Gone Baby Gone (2007)

หนังเรื่อง Gone Baby Gone (2007) เป็นผลงานกำกับของ Ben Affleck บอกเลยว่าหนังเรื่องนี้แหละที่จะทำให้คุณรู้ว่าเขาเป็นผู้กำกับได้ดีพอๆ กับการเป็นนักแสดง โดยหนังเรื่องนี้จะมีเรื่องราวประมาณว่า คู่รักนักสืบคู่หนึ่งถูกจ้างให้ไปตามหาเด็กสาววัย 4 ขวบที่หายไปอย่างร่องรอย โครงเรื่องอาจจะฟังแล้วไม่รู้สึกว้าว แต่คุณต้องไปดูที่วิธีการเล่า โดยการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้คือจะพาผู้ชมไปคลายคำตอบพร้อมๆ กับสร้างปริศนาใหม่ๆ ขึ้นมาไม่รู้จักจบสิ้น น่าสนใจใช่มั้ยล่ะ

Montage (2013)

เรียกได้ว่าเป็นทั้งหนังสืบสวนสอบสวน และหนังหักมุมชั้นดีเลยแหละสำหรับ Montage (2013) ว่าด้วยมีเด็กผู้หญิงถูกลักพาตัวไปนานถึง 15 ปี ตำรวจก็ยังไม่สามารถตามหาเธอได้จนต้องปิดคดีไป และเมื่อไม่นานนี้เองก็มีคดีลักพาตัวซึ่งเกิดในลักษณะแบบเดียวกันนี้อีก เรียกได้ว่าเนื้อเรื่องพลิกแพลงจนคนดูตามไม่ทันเลยแหละ ท้ายที่สุดแล้วคนดูก็ต้องเสียน้ำตาให้กับความเจ็บปวดและความสวยงามที่เกิดขึ้น

Mystic River (2003)

Mystic River (2003) เป็นหนังที่เงียบนิ่ง แต่เจ็บลึกถึงใจจริงๆ ว่ากันด้วยชายคนหนึ่งที่ลูกสาวถูกฆาตรกรรมอย่างโหดร้าย เขาเสียใจจนกินกินไม่ได้นอนไม่หลับ ตำรวจที่เป็นเพื่อนสนิทของเขาก็ไม่อาจะช่วยอะไรได้ แต่เมื่อเริ่มสอบสวนไปเรื่อยๆ พฤติกรรมของคนใกล้ตัวก็ยิ่งน่าสงสัยมากขึ้น เรื่องราวจะจบลงอย่างไรก็ต้องไปดู

Memories of Murder (2003)

Memories of Murder (2003) ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่สร้างจากเหตุการณ์จริง มันเป็นช่วงที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีเมื่อปี 1986-1991 เป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวในวันฝนตก โดยกลุ่มนักสืบจะต้องตามหาตัวคนร้ายนี้ เรียกได้ว่า เนื้อหาและบรรยากาศเป็นไปได้อย่างสมจริงเลยแหละ ไม่เขร่งขรึมตึงเครียดเกินไป

สนับสนุนโดย ดูหนังออนไลน์ใหม่

 

Categories
Uncategorized

หนังผี สุดสยอง จากเรื่องจริง อย่างงี้ แบบหน้ากลัวกับเรา movie24h.com

The Exorcism

เรื่องของอันเนลิส สุดสยอง เด็กสาวชาวเยอรมันอายุ 16 ปี ที่จู่ๆเธอก็มีอาการเหมือนกับคนถูกผีเข้า ทั้งทำร้ายตัวเองสารพัด พึมพำภาษาประหลาด หยาบคาย กินแมลง หรือแม้กระทั่งคลานอยู่ใต้โต๊ะแล้วเห่าหอนอยู่สองวันเต็ม กรีดร้องไม่รู้จักเหนื่อยนานนับชั่วโมง ร้องไห้ ด้วยร่างกายเธอทรุดโทรมลงมาก พ่อแม่เธอจึงไปขอร้องบาทหลวงเอิร์นส์ต อัลต์ กับหลวงพ่อโจเซฟ เรนซ์มาทำพิธีไล่ผี ที่แสนจะยากลำบาก เพราะอยู่ดีๆเธอก็มีแรงมหาศาล กระโดดไปสูงผิดปกติ จนสุดท้ายเธอก็เสียชีวิตลง เพราะร่างกายของเธอขาดน้ำ และอาหารมาเป็นเวลานาน

Audrey Rose

เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับครอบครัวของแฟรงค์ เดอ เฟลิตต้า ผู้เขียนนวนิยายเรื่องนี้ เนื่องจากลูกของเขาที่ชื่อว่า เรย์มอนด์ ลูกชายอายุ 6 ขวบของเขา ที่อยู่ๆก็ลุกขึ้นมาทำอะไรแปลกๆโดยที่ตัวเองไม่มีความสามารถด้านนั้นมาก่อน เช่นการเล่นเปียโน ทางครอบครัวจึงได้ไปปรึกษาคนทรง และได้ความว่าลูกของเขากลับชาติมาเกิด และคนนั้นก็ยังคงสิงอยู่ในร่างของลูกเขาอยู่ตลอดเวลา

มหาลัยสยองขวัญ (ศาลในห้องน้ำหญิง)

มาถึงคิวของหนังไทยที่น่ากลัวไม่แพ้กัน กับเรื่องเล่าในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ณ ห้องน้ำ ชั้น 5 ตึก A คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ว่ากันว่า มีคู่รักคู่หนึ่งที่รักกันมาก แต่วันหนึ่งฝ่ายชายได้บอกเลิก ฝ่ายหญิงทำใจไม่ได้เลยคิดสั้น ตัดสินใจผูกคอตายในห้องน้ำหญิงของตึกนี้ ตั้งแต่นั้นมาที่ตึกนี้ก็มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะที่ชั้น 5 มักจะได้ยินเสียงแปลกๆ หรือเห็นเงาคนเดิน แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ไม่พบอะไร บ้างก็เล่าว่าหากใครไปเข้าห้องน้ำตอนดึกๆ จะได้ยินเสียงเหมือนมีคนเข้าห้องน้ำห้องข้างๆ หรือหากส่องกระจกก็จะเห็นผู้หญิงยืนอยู่ด้านหลัง สร้างความหวาดผวาให้กับบรรดานักศึกษาที่ต้องทำงานในตึกนี้เป็นอันมาก ทางคณะจึงได้มีการตั้งศาลเพียงตาขึ้นในห้องน้ำ เพื่อให้ดวงวิญญาณได้มีที่อยู่

An American Haunting

เรื่องนี้ สุดสยอง เกิดจากตำนานของแม่มดเบลล์ ที่ถูกเล่าขานมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี 1820 ว่ากันว่า จอนห์น เบลล์ ชายที่พูดไม่ได้ เพราะถูกมือลึกลับมาจับที่หน้าหลายๆครั้ง และเสียชีวิตในที่สุดจากการกินยาพิษจากฝีมือของแม่มด แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะผู้ที่ไปร่วมงานศพของเขาได้ยินเสียงหัวเราะลอยมาตามลม และพิธียังถูกรบกวนด้วยอะไรแปลกๆ โดยเบตซี่ เบลล์ ลูกสาวคนสุดท้องเล่าว่า บ้านของพวกเขามักจะมีเสียงการตี หรือการกัดอยู่ทั้งในและนอกบ้านเสมอ!!

สนับสนุนโดย ดูหนังออนไลน์ hd

Categories
Uncategorized

6 หนังภาคต่อ “ห่วยที่สุด” ตลอดกาล ที่มีแค่ภาคแรกก็เกินพอแล้ว

Cruise Control (1997)

“ห่วยที่สุด” Rotten Tomatoes Score ภาคต่อเทียบภาคแรก: 4% / 94%
รายได้รวมทั่วโลก ภาคต่อเทียบภาคแรก: 164 / 350 ล้านเหรียญฯ
นักแสดงภาคต่อ: Sandra Bullock, Jason Patric, Willem Dafoe, Temuera Morrison
ผู้กำกับภาคต่อ: Jan de Bont (Speed, Twister, The Haunting, Lara Croft Tomb Raider: The Cradle of Life)
ทำไมมันถึงห่วยได้ขนาดนั้น?: ภาคแรกเป็นหนังฮิตระเบิด ติดท็อปหนังดังของ Keanu Reeves และ Sandra Bullock และถ้าดูจากคะแนนวิจารณ์ก็สูงขนาด 94% ไม่แปลกที่ภาคต่อจะตามมาและยังได้ทั้งนางเอกและผู้กำกับจากภาคแรกกลับมา ขาดก็แต่เพียง Reeves ที่ถือเป็นปัจจัยความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียวของหนังแอ็กชันเรื่องนี้ ซึ่งไม่ตามมากับภาค 2 ที่ไม่ได้มีความแปลกใหม่ แค่เปลี่ยนสถานการณ์จากบนรถบัสมาเป็นเรือหรู และได้พระเอกที่ไม่มีเสน่ห์เอาเสียเลย ทำให้คะแนนของหนังจากอีก 6 % จะร้อย เหลือแค่ 4% และรายได้หล่นลงกว่าครึ่ง แบบนี้ให้คนจำแค่ว่ามีภาคเดียวก็น่าจะดีกว่า

The Whole Ten Yards (2003)

“ห่วยที่สุด” Rotten Tomatoes Score ภาคต่อเทียบภาคแรก: 4% / 45%
รายได้รวมทั่วโลก ภาคต่อเทียบภาคแรก: 26 / 106 ล้านเหรียญฯ
นักแสดงภาคต่อ: Bruce Willis, Matthew Perry, Amanda Peet, Kevin Pollak
ผู้กำกับภาคต่อ: Howard Deutch (Grumpier Old Men, The Replacements, The Great Outdoors, My Best Friend’s Girl)
ทำไมมันถึงห่วยได้ขนาดนั้น?: เอาเข้าจริง ๆ หนังภาคแรกที่เกี่ยวข้องกับมือปืนผู้มาหลบซ่อนตัวและมีเพื่อนบ้านเข้าไปเกี่ยวข้องโดยบังเอิญเรื่องนี้ ก็ไม่ได้มีคำวิจารณ์ที่ดีเด่นอะไร (จนขนาดที่ควรจะมีภาค 2 ตามออกมา) แต่ก็เป็นไปได้ว่าค่ายหนังอาจอยากลองเสี่ยงกับพระเอกนักบู๊ที่เล่นหนังตลกได้ดีอย่าง Bruce Willis และพระเอกซีรีส์ Friends ที่ก็ฮิตอยู่หลายปีอย่าง Matthew Perry แต่ความสำเร็จแม้แต่ในระดับเดิมทั้งคุณภาพและการทำเงินก็ไม่ได้กลับมา แถมรายได้ยังหล่นหายไปกว่า 3 ใน 4 และยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณภาพของหนัง ปิดโอกาสที่จะมีภาค The Whole Eleven Yards ให้ได้อึดกันอีกสักสิบเอ็ดหลา

Basic Instinct 2 (2006)

“ห่วยที่สุด” Rotten Tomatoes Score ภาคต่อเทียบภาคแรก: 6% / 53%
รายได้รวมทั่วโลก ภาคต่อเทียบภาคแรก: 38 / 352 ล้านเหรียญฯ
นักแสดงภาคต่อ: Sharon Stone, Hugh Dancy, David Thewlis, Charlotte Rampling
ผู้กำกับภาคต่อ: Michael Caton-Jones (The Jackal, Scandal, This Boy’s Life, Rob Roy)
ทำไมมันถึงห่วยได้ขนาดนั้น?: ภาคแรกออกฉายปี 1992 ก็ไม่ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ดีเท่าไรนัก แต่ความฉาวของเรื่องราว และความแซ่บของนักแสดงสาวสวยเป๊ะในเวลานั้นอย่าง Sharon Stone รวมไปถึงท่านั่งไขว้ขาในตำนานก็ทำให้หนังฮิตระเบิดและเรียกได้ว่าเป็นหนังที่ดังที่สุดของเธอ 14 ปีให้หลัง ภาค 2 ก็ตามมา โดยไม่มีใครกลับมาเลยนอกจาก Stone และท่าไขว้ขาของเธอ ซึ่งก็ต้องยองรับว่าด้วยความที่หนังไม่มีอะไรใหม่ และ Stone ก็หมดมนต์ขลังทั้งความสาวและความสวยลงไปเยอะ หนังที่มาในรสชาติเดิมในยุคใหม่ที่คนดูไปสนใจหนังแนวอื่นกันเยอะแล้ว คุณภาพก็หล่น รายได้ก็หล่นตาม

Son of the Mask (2005)

“ห่วยที่สุด” Rotten Tomatoes Score ภาคต่อเทียบภาคแรก: 6% / 77%
รายได้รวมทั่วโลก ภาคต่อเทียบภาคแรก: 59 / 351 ล้านเหรียญฯ
นักแสดงภาคต่อ: Alan Cumming, Damon Herriman, Kal Penn, Bob Hoskins
ผู้กำกับภาคต่อ: Lawrence Guterman (Cats & Dogs, Antz)
ทำไมมันถึงห่วยได้ขนาดนั้น?: ภาคแรกเมื่อปี 1994 คือหนังที่ทำรายได้รวมทั่วโลกเป็นอันดับสองในเครดิตของ Jim Carrey ที่ 352 ล้านเหรียญฯ ทั่วโลก (เป็นรองแค่ Bruce Almighty (2003)) และแจ้งเกิดนางเอกสาว Cameron Diaz ภาคต่อใช้เวลาถึง 11 ปี โดยไม่มีทีมงานหลักและนักแสดงคนไหนกลับมาเลย นอกจากไอเดียมนุษย์สวมหน้ากากแล้วกลายเป็นไอ้หน้าเขียวตัวฮา ซึ่งเพราะการไม่มีนักแสดงดังและทีมงานที่มือถึงมาคุมงานสร้าง ก็ทำให้หนังสะเปะสะปะและดูไม่สนุกเอาเลยทั้งเรื่อง จนดูเป็นหนังเกรดบีที่เหมาะจะลงโฮมวิดีโอในสมัยนั้น (หรือสตรีมมิงในสมัยนี้) มากกว่า

The Next Karate Kid (1994)

“ห่วยที่สุด” Rotten Tomatoes Score ภาคต่อเทียบภาคแรก: 7% / 88%
รายได้รวมทั่วโลก ภาคต่อเทียบภาคแรก: 15 / 91 ล้านเหรียญฯ
นักแสดงภาคต่อ: Hilary Swank, Michael Ironside, Pat Morita, Constance Towers
ผู้กำกับภาคต่อ: Christopher Cain (Young Guns, Gone Fishin’, The Principal)
ทำไมมันถึงห่วยได้ขนาดนั้น?: ภาคแรกนั้นเป็นหนังฮิตระดับตำนานในการเชื่อมวัฒนธรรมระหว่างการต่อสู้ของญี่ปุ่นและวิถีชีวิตของเด็กอเมริกัน ออกฉายในปี 1984 และทำรายได้รวมทั่วโลกไป 91 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างแค่ 8 ล้านเหรียญฯ จึงมีภาคต่อตามออกมา ภาค 2 ในปี 1986 ภาค 3 ในปี 1989 ซึ่งคะแนนของคุณภาพหนังก็ลดต่ำลงเรื่อย แต่ไม่หนักเท่าภาค 4 ที่ได้ Hilary Swanks นักแสดงรางวัลออสการ์ที่ยังวัยรุ่นอยู่ในตอนที่เล่นมารับบท คะแนนความนิยมต่ำเตี้ยเหลือ 7% เป็นเพราะเสน่ห์ที่จางหายและการซ้ำรอยภาคเดิม ๆ ย่อมทำให้คนดูเบื่อ หนังมีฉบับรีเมกเป็นหนังฮิตอีกครั้งในปี 2010 ในชื่อ The Karate Kid นำแสดงโดย Jaden Smith และเฉินหลง โดยได้ผู้กำกับภาคแรกปี 1984 กลับมา และทวงคืนคุณภาพได้ที่คะแนน 66

I Still Know What You Did Last Summer (1998)

“ห่วยที่สุด” Rotten Tomatoes Score ภาคต่อเทียบภาคแรก: 7% / 42%
รายได้รวมทั่วโลก ภาคต่อเทียบภาคแรก: 40 / 125 ล้านเหรียญฯ
นักแสดงภาคต่อ: Jennifer Love Hewitt, Freddie Prinze Jr., John Hawkes, Brandy Norwood
ผู้กำกับภาคต่อ: Danny Cannon (Judge Dredd, Phoenix, Goal! The Dream Begins)
ทำไมมันถึงห่วยได้ขนาดนั้น?: หนังสยองขวัญวัยรุ่นภาคต่อที่เป็นของฮิตในยุคสมัยนั้นที่จะมีทั้งหนังวัยรุ่นสยองขวัญแบบน่ากลัวอย่างแฟรนไชส์ Scream (1996-2011) ทั้ง 4 ภาค และแบบฮา ๆ อย่างแฟรนไชส์ Scary Movie (2000-2013) ทั้ง 5 ภาค และหนังก็ได้นักแสดงวัยรุ่นชื่อดังของยุคอย่าง Jennifer Love Hewitt และ Freddie Prinze Jr. มารับบท ด้วยความที่ภาคแรกนั้นเป็นความสดใหม่ของหนังสยองขวัญ แต่พอภาค 2 ที่ไม่ใหม่แล้วรวมถึงหนังก็แทบจะซ้ำรอยเดิมไม่มีอะไรให้ได้ลุ้นกันใหม่ การสร้างภาค 2 แบบตามมาติด ๆ จากภาคแรกแค่ปีเดียว จึงดูเป็นการสร้างแบบสุกเอาเผากินเพื่อจะมาโกยรายได้มากกว่าเน้นคุณภาพ ซึ่งเมื่อคุณภาพตก รายได้ก็ตกไปกว่า 2 ใน 3 ต่อมาปี 2006 ที่มีภาค 3 ออกมาที่ไม่มีเนื้อเรื่องหรือนักแสดงเกี่ยวข้องกับภาคแรก ถึงขนาดได้คะแนนวิจารณ์ 0% กันเลยทีเดียว (ก็ยังจะกล้าสร้าง)

Little Fockers (2010)

“ห่วยที่สุด” Rotten Tomatoes Score ภาคต่อเทียบภาคแรก: 9% / 84%
รายได้รวมทั่วโลก ภาคต่อเทียบภาคแรก: 310 / 330 ล้านเหรียญฯ
นักแสดงภาคต่อ: Robert De Niro, Ben Stiller, Owen Wilson, Dustin Hoffman, Barbra Streisand, Laura Dern, Jessica Alba, Kevin Hart
ผู้กำกับภาคต่อ: Paul Weitz (American Pie, About a Boy, In Good Company, Being Flynn)
ทำไมมันถึงห่วยได้ขนาดนั้น?: 2 ภาคแรกเป็นความสำเร็จของหนังพ่อตาลูกเขยจอมแสบที่ป่วนกันจนเกิดความชุลมุนยุ่งเหยิงกันไปหมด Meet the Parents ออกฉายในปี 2000 และภาค 2 Meet the Fockers ออกฉายปี 2004 กลายเป็นหนังฮิตทำรายได้สูงสุดของแฟรนไชส์ (ทำรายได้รวมทั่วโลก 522 ล้านเหรียญฯ) ทั้งสองภาคกำกับโดย Jay Roach เจ้าพ่อหนังตลกที่เคยกำกับ Austin Powers มาแล้วทุกภาค และเพิ่งพลิกกับมาทำหนังดรามาตลกร้ายอย่าง Bombshell เมื่อปีที่ผ่านมา ค่ายหนังจึงดันภาค 3 ตามมาในปี 2010 แต่เปลี่ยนผู้กำกับ ความชุลมุนยุ่งเหยิงในเรื่องลดลงแต่สำหรับคนดูนั้นเพิ่มมากขึ้น จากการที่มีตัวละครเยอะไปหมด และมุกตลกในเรื่องจากเดิมที่เป็นมุกตลกสถานการณ์ดันกลายมาเป็นมุกชวนแหยให้คนดูส่ายหน้าเสียมากกว่า แต่หนังก็ยังทำรายได้เยอะพอ ๆ กับภาคแรกที่ค่ายหนังก็คงได้เงินตามที่อยากได้อยู่ดี

สนับสนุนโดย ดูหนังออนไลน์